อาเรียนา อัลฟองโซ ต้องรั้งอยู่ที่ฟิลิปปินส์ ในระหว่างที่พ่อของเธอไปทำงานในประเทศนิวซีแลนด์เป็นเวลา 6 ปีแล้ว อาเรียนา เคยยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศไปเมื่อปี 2561 แต่ทางการนิวซีแลนด์ไม่อนุมัติ โดยให้เหตุผลว่าสุขภาพของเธอ ‘ต่ำกว่าระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่เหมาะสม’ 

นโยบายการอนุญาตให้บุคคลสัญชาติอื่นเข้าประเทศของนิวซีแลนด์ระบุว่า บุคคลที่มีความพิการ เจ็บป่วย จะไม่สามารถพำนักในประเทศได้ ถ้าหากบุคคลนั้นต้องมีค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนเงินมากกว่า 41,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.4 ล้านบาท) ในระยะเวลา 5 ปีขึ้นไป

พ่อของ อาเรียนา ทำงานเป็นคนงานก่อสร้างที่เมืองโอคแลนด์ เขาจำต้องปล่อยให้ เกล อัลฟองโซ ภรรยาของเขาและลูกสาวรออยู่ในฟิลิปปินส์ไปก่อนในระหว่างที่พวกเขาต่อสู้เพื่อขอวีซ่าเข้าประเทศให้ลูกสาว เกล ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าพวกเขาทำใจลำบากมากเพราะลูกของพวกเขาต้องการอยู่พร้อมหน้าทั้งพ่อและแม่

เกล ยังเล่าว่า เธอและสามีใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและทนายความเพื่อช่วยให้ อาเรียนา ได้รับวีซ่าเข้านิวซีแลนด์ โดยจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า อาเรียนา จะไม่กลายเป็นภาระของประเทศและทำให้นิวซีแลนด์ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาโรคของเธอ

ริคาร์โด เมเนนเดซ มาร์ช ส.ส.พรรคกรีนของนิวซีแลนด์ รับเป็นที่ปรึกษาในกรณีของ อาเรียนา เขาวิจารณ์นโยบายตรวจคนเข้าเมืองของประเทศว่าเป็นกระบวนการที่ไม่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ ลิดรอนสิทธิมนุษยชนและบีบให้บุคคลเหล่านี้ต้องร้องขอความเมตตาจากสื่อมวลชนและทางการให้มองพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง 

กรณีของ อาเรียนา ไม่ใช่กรณีแรกของคนป่วยหรือพิการที่โดนกีดกันไม่ให้เข้าประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อปี 2557 จูเลียนา คาร์วาโล ก็เคยโดนปฏิเสธการขอวีซ่าเข้าประเทศ เนื่องจากเธอเป็นคนป่วยเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองและเป็นอัมพาตส่วนขา จนต้องนั่งรถเข็น เธอต้องใช้เวลาถึง 6 ปีเพื่อรอคำอนุญาตให้พำนักในประเทศได้อย่างถาวร หลังจากที่เคยมาอยู่ในนิวซีแลนด์โดยใช้วีซ่านักศึกษา เธอวิจารณ์นโยบายอนุมัติคนเข้าเมืองของนิวซีแลนด์ว่าเป็นนโยบายที่ “ทำลายชีวิตคน” และ “ทำให้เกิดความอับอาย”

คาร์วาโล เคยเรียกร้องให้มีการลงนามเพื่อเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวในปี 2564 ซึ่งมีผู้ร่วมลงนามกับเธอเป็นจำนวน 35,000 คน แต่ทางการนิวซีแลนด์ก็ยังคงปฏิเสธที่จะปรับเปลี่ยนมาตรการใด ๆ โดยอ้างว่า นโยบายดังกล่าวไม่ใช่การกีดกันคนพิการหรือคนป่วย แต่เป็นการให้ความสำคัญต่อผลกระทบในเชิงสุขภาพของสาธารณชนและส่วนบุคคล